วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2552
ถูกโกงตั้งแต่อนุบาล
ดูข่าวแล้วเศร้าใจเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์นมโรงเรียน เป็นโครงการที่ดีมากสำหรับเด็กหรือเยาวชนของชาติ ก่อนที่จะมีโครงการนี้ เราเคยพูดกันว่า แต่ก่อนคนญี่ปุ่นตัวเล็กกว่าคนไทย แต่เดี๋ยวนี้ ประชาชนเขาตัวสูงใหญ่ เพราะเขาพัฒนาคนของเขาตั้งแต่เด็ก ประการหนึ่งที่คือ เขามีนมให้เด็กดื่ม ประเทศไทยก็โชคดี มีบริการนมฟรีสำหรับเด็ก ยังจำได้ว่า ลูกเคยเล่าให้ฟังตอนอยู่อนุบาลว่า เพื่อนหลายคนแอบเทนมทิ้งไม่ให้ครูเห็น เพราะถ้าครูเห็นจะถูกดุ ยังสงสัยว่าเด็กบางคนทำไม่ไม่ชอบดื่มนม แต่ในข่าวครั้งนี้ที่เห็นทาง TV คือนมบูด นมหมดอายุ เพราะสิ่งที่สำคัญคือ ระบบของการค้าขาย เรื่องของผลประโยชน์ เข้ามาเกี่ยวข้อง จนทำให้เกิดการผูกขาดเรื่องการส่งนมให้โรงเรียน เรื่องของการกินหัวคิว คือพูดง่ายๆ ก็เหมือนวงการประมูลสร้างต่างๆ คือ ผู้มิอิทธิผล หรือผู้มีอำนาจเข้าไปประมูล เสร็จแล้ว ก็โอนให้คนอื่นไปทำ คนที่ได้รับโอนก็ไปจ้างต่ออีก จากราคาคมที่เด็กควรได้รับ 100 บาท ก็อาจะเหลือสัก 70-80 บาท เคยได้ยินครูบางคนเล่าให้ฟังวว่า ครูเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร มองดูตาปริบๆ เพราะครูไปหาซื้อเองก็ไม่ได้ เพราะมีคนประมูลแล้วเอามาส่ง ก็เลยเป็นกรรมของเด็ก ที่ถูกโกงตั้งแต่อยู่อนุบาล ลองย้อนไปในอดีตเกี่ยวกับปัญหานมโรงเรียน ตอนแรกๆ ถ้าจำไม่ผิด การซื้อนม โรงเรียนก็ซื้อเอง แต่ก็สร้างภาาระและปัญหาหลายอย่างแก่ครู และโรงเรียน เช่นครูต้องเสียเวลามาซื้อนม และทำบัญชีเกี่ยวกับนม จนไปบดบังเวลาสอน หรือบางแห่ง (ย้ำว่าบางแห่ง) แก้ปัญหาการหาซื้อนมยาก อาจจะเพราะห่างไกลหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็เลยเอานมผงมาผสมน้ำให้เด็ก เพราะสะดวก ก็เลยมีการแก้ปัญหาให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาช่วยดำเนินการ แต่ก็เกรงอีกว่า จะเกิดการผูกขาด หรือได้นมที่ไม่มีคุณภาพ จึงออกมาตรการต่างๆ มาอีกเพื่อป้องกัน แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร กลุ่มที่มีผลประโยชน์ ก็หาทาง จนได้
กรรมของเด็ก ที่ถูกโกงตั้งแต่อนุบาล และขอบอกว่า ทำแบบนี้ ชีวิตไม่เจริญรุ่งเรืองหรอกครับ
เทคโนโลยี มีประโยชน์ต่อการศึกษา แต่ต้องรู้เท่าทัน
ดูเหมือนว่า ทุกวันนี้ เราจะถูกบังคับทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ให้ต้องเอาเทคโนโลยีมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสาร และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะเรื่อง อินเตอร์เน็ต เมื่อเช้านี้ ดูข่าวจากทาง TV ถึงการหลอกลวงจากผู้ไม่หวังดีจนเหยื่อต้องสูญเสียเงินนับเป็นหมื่น เป็นแสน โดยวิธีการโทรมาบอกว่า เหยื่อได้รับเงินภาษีคืน แต่ไม่สามารถส่งเงินให้ได้ตามที่อยู่ที่แจ้ง และกำลังจะหมดเวลา จึงให้ไปรับโอนเงินผ่านทาง ATM และใช้กระบวนการต่างๆ จนเหยื่อเชื่อ จากประเด็นนี้ ถามว่า เหยื่อเป็นคนไม่มีการศึกษา หรือเชื่อคนง่ายหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่ แถมแต่ละคนเป็นคนฉลาดเสียด้วยซ้ำครับ แต่ผู้ร้ายก็อาศัยความฉลาดนี่แหละ ที่ว่าความฉลาดก็เพราะเหยื่อได้มีการตรวจสอบข้อมูลต่างมาก แะผู้ร้าย ก็ให้ข้อมูลต่างๆ ได้ถูกต้องหมด จนเหยื่อหลงเชือ และทำตามขั้นตอนที่บอกโดยหลงกล โอนเงินในบัญชีของตนใไผู้ร้าย ถามว่าผู้ร้ายรู้ได้อย่างไร ถ้าดูให้ดี ผู้ร้ายเป็นชาวไต้หวัน และมีคนไทยร่วมด้วย และมีข้อมูลของเหยื่ออย่างดี ก็เดาได้อย่างดีว่า ข้อมูลมีการรั่วไหวได้ ซึ่งเราก็รู้ว่า ข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ไม่ปลอดภัยนัก เจอมือดี ก็สามารถ HACK ได้ และข้อน่าสังเกตว่า ที่ก่อความเสียหายในปัจจุบัน ผู้ร้ายมักจะเป็นคนจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ และไต้หวัน นี่แหละอันตรายจากเทคโนโลยี ที่เป็นข่าวฮือฮาในปัจจุบัน อย่างกรณีธนาคาร บางครั้งเราต้องการสะดวกสบาย ด้วยการใช้ ATM แต่ก็ไม่ค่อยปลอดภัย จนบางครั้งไม่อย่างไปกดเงินที่ตู้ ATM หรือแม้แต่ฝากเงิน ก็ไม่ค่อยแน่ใจแล้วว่า เงินเราปลอดภัยหรือไม่ เพราะข้อมูลส่วนตัวของเราทุกววันนี้ รั่วไหลไปถึงไหนบ้างแล้วก็ไม่รู้ เราเป็นครู จะทำอย่างไร จึงจะบริโภคเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย และบอกคนอื่นให้ปลอดภัยด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)